7 Best Productivity แอพ ที่ชาว Remote Work ต้องมีไว้ในมือถือ 💻
เช้าวันจันทร์มาถึง คุณเปิดตา หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วก็พบว่ามีข้อความจากเพื่อนร่วมงานรออยู่ในแชทต่างๆ ตั้งหลายแอพ จริงๆ นะ การทำงานที่บ้านหรือที่ไหนก็ตามแต่ที่ไม่ใช่ออฟฟิศ มันตอบโต้กันยากกว่าปกติเยอะมาก
จากประสบการณ์ที่ผมเคยทำงานแบบ Remote มาสักพัก บอกเลยว่าสิ่งสำคัญที่สุดเลยคือการมีวินัยและระบบที่ดีพอ ไม่งั้นคุณจะหลงลืมงานหรือลืมตอบข้อความสำคัญแน่นอน ผมเคยเจอมากับตัวเองจนต้องหาตัวช่วย
วันนี้ผมเลยรวบรวมรายชื่อแอพที่หลายคนบอกว่าเป็น best productivity เครื่องมือสุดปังสำหรับคนทำงานยุคใหม่มาฝากกัน ลองดูสิว่ามีตัวไหนที่ใช่สำหรับสไตล์การทำงานของคุณบ้าง
1. Notion: ทุกอย่างอยู่ในที่เดียวจบ 📝
ถ้าพูดถึงการจดโน้ตและจัดการข้อมูล หลายคนบอกว่า Notion คือคำตอบสุดท้ายเลยครับ มันไม่ใช่แค่โน้ตธรรมดา แต่มันคือพื้นที่ทำงานของจริงที่คุณสามารถสร้างฐานข้อมูล ตาราง และโต้ตอบกับทีมได้ในที่เดียว
หน้าตาอาจจะดูซับซ้อนไปบ้างตอนแรกเริ่ม แต่เชื่อเถอะว่าพอคุณเริ่มจับทางได้ มันจะเป็นแอพที่ตอบโจทย์ที่สุดสำหรับการจัดการเอกสารส่วนตัวและของทีมเลยทีเดียว
2. Trello: จัดการ Task แบบเห็นชัดเจน
Trello เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสุดฮิตที่ใช้งานง่ายมากๆ ตัวระบบของมันจะใช้สไตล์ Kanban Board หรือก็คือการลากการ์ดงานไปมาแบบเห็นๆ คุณสามารถแบ่งเป็น To Do, Doing, และ Done ได้ตามใจชอบเลย
การทำงานเป็นทีมแบบ Remote ทำเอาเรามองเห็นความคืบหน้าของงานทุกคนได้แบบเรียลไทม์ ไม่ต้องไปนั่งถามกันให้ปวดหัว ถือว่าเป็นหนึ่งใน best productivity แอพที่ช่วยให้ทีมไม่พลาดทุก Task สำคัญเลยครับ
3. Slack: หัวใจของการสื่อสารในทีม 💬
การคุยกันใน Line หรือ Email แบบเดิมๆ มักจะทำให้ข้อมูลหายไปตามระยะเวลา Slack เลยเข้ามาแก้ปัญหานี้ ด้วยการแบ่งห้องแชทหรือ Channel ตามหัวข้อหรือโปรเจกต์ต่างๆ ทำให้มัดรวมข้อมูลได้ง่าย
บอกตรงๆ ว่าผมเองก็เคยเจอปัญหาข้อมูลกระจัดกระจาย แต่พอมาใช้ Slack แล้วรู้เลยว่ามันคุยกันง่ายดีและปวดหัวน้อยลงมาก แถมยังเชื่อมต่อกับแอพอื่นๆ ได้อีกหลายตัวด้วย
ทีนี้มาดูตัวนี้กัน หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อ Asana บ่อยๆ ในวงการทำงานออนไลน์ มันค่อนข้างคล้ายกับ Trello แต่จะมีฟีเจอร์ที่ลึกและซับซ้อนกว่านิดหน่อย เหมาะมากสำหรับทีมใหญ่ขึ้น
4. Asana: มองภาพใหญ่ได้ชัดเจน
ถ้าใครชอบการทำงานที่มี Timeline หรือตารางเวลาที่ชัดเจน ขอแนะนำให้ลอง Asana เลยครับ เพราะมันสามารถมองเห็นภาพรวมของโปรเจกต์ได้ดีกว่าแค่การลากการ์ดงานธรรมดา ทำให้เราไม่พลาด Deadline อย่างแน่นอน
ตอนที่ลองมาดูสักตั้งเทียบกับ Trello แล้ว Asana จะเขียนแผนงานระยะยาวได้สบายกว่า ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ
5. Time Management: Pomodoro Focus Timer ⏱️
การทำงานที่บ้านท้าทายมากครับ เพราะมีสิ่งรบกวนเยอะ ไม่ว่าจะเป็นทีวี สัตว์เลี้ยง หรือเตียงนุ่มๆ ที่กำลังเรียกหา วิธีที่ผมใช้ดีมากๆ คือเทคนิคโพโมโดโร ซึ่งตั้งเวลาทำงาน 25 นาทีแล้วพัก 5 นาที
แอพอย่าง Focus Keeper หรือ Forest ก็ถือว่าเป็น best productivity เพื่อนคู่ใจที่ช่วยฝึกสมาธิได้ดีมากๆ ครับ ง่ายมากและได้ผลจริง
6. Google Workspace: เอกสารออนไลน์ที่ขาดไม่ได้
ไม่ต้องพูดถึงเลยครับ Google Docs, Sheets, และ Drive คือมาตรฐานของการทำงานยุคใหม่ ไม่ต้องกังวลเรื่องการบันทึกไฟล์หรือเซฟเวอร์ล่ม ทุกอย่าทำงานบนคลาวด์ และแชร์ให้เพื่อนร่วมงานเข้ามาแก้ไขพร้อมกันได้เลย
การทำงานร่วมกันแบบ Real-time ช่วยลดขั้นตอนการส่งไฟล์ไปมาได้เยอะมาก จบงานไวขึ้นจริงๆ
7. โปรแกรมเก็บความคิด: Evernote กับ Todoist
บางครั้งไอเดียดีๆ ก็เกิดขึ้นตอนที่เรากำลังเดินหรือทำอย่างอื่นอยู่ การมีแอพสำหรับจดไอเดียที่จับใจกลางเก็บไว้ตรงนี้เลยคือสิ่งที่ต้องมี Evernote ก็เป็นตัวเลือกที่ดี หรือจะใช้ Todoist สำหรับการสร้างเช็คลิสต์ของสิ่งที่ต้องทำก็ได้ ทั้งคู่นี่แหละครับที่ทำให้เราไม่พลาดทุกแง่มุมของการทำงาน
ทั้งสองตัวนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้คุนเป็นคนที่มี best productivity ในองค์กรเลยล่ะ
ทำงาน Remote ให้สบายต้องมีของแนะนำนี้ 💡
ถ้าคิดดีๆ แล้ว แอพก็สำคัญ แต่พื้นที่ทำงานก็สำคัญไม่แพ้กันเลยนะครับ การทำงานที่บ้านตลอดทั้งวัน ต้องมีของเล่นดีๆ ที่ช่วยให้ชีวิตสบายขึ้นสักหน่อย ลองมาดูกันว่ามีอะไรที่ควรมีติดโต๊ะไว้บ้าง
1. โต๊ะทำงานไร้สาย (Standing Desk)
การนั่งทำงานตั้งแต่เช้ายันเย็นมันปวดหลังมากครับ การมีโต๊ะปรับระดับได้แบบนี้จะช่วยให้คุณยืนทำงานสลับกับนั่งได้ ร่างกายจะได้ระบายท่าได้บ้าง น่าประทับใจมากครับ น่าลองหาซื้อมาตั้งไว้ที่บ้านสักตัวเลย
2. เมาส์เสมือนจริง (Logitech MX Master Series)
การใช้ Mouse pad แบบธรรมดาไม่ได้เจ๋งเท่าการมีเมาส์สวยๆ และทำงานได้ลื่นไหลดีจริง ลองดูสิครับ ยี่ห้อ Logitech รุ่น MX Master นี่เป็นของสุดยอดเลย ใช้แบตได้ยาว จับสบาย คุ้มเงินมากๆ
3. หูฟังกำจัดเสียงรบกวน (Noise Cancelling Headphones)
ตื่นตรงนี้แล้ว ที่บ้านมักจะมีเสียงรบกวนจากพี่เขยตัดหญ้า หรือเสียงรถผ่าน การมีหูฟังแบบกำจัดเสียงรบกวนจะช่วยดึงสมาธิกลับมาได้เร็วที่สุด แบรนด์ Sony หรือ Bose ก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะลงทุนมากๆ ครับ
สรุปมุมมองส่วนตัว
ถ้าให้บอกตรงๆ การทำงาน Remote ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด แต่ถ้าเราเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับสไตล์การทำงานของเรา มันก็จะกลายเป็นชีวิตที่สมดุลและสนุกมากๆ ครับ ลองเลือกสัก 2-3 แอพจากรายชื่อนี้ไปใช้ดูสิ ค่อยๆ ปรับใช้ อย่าเพิ่งรีบใช้ทุกตัวพร้อมกัน
หวังว่ารายชื่อเหล่านี้จะเป็นไอเดียดีๆ ที่จะพาทีมและตัวคุณเองเข้าถึง best productivity ได้จริงนะครับ ลองเอาไปใช้กันดูนะ!
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
แอพทำงาน Remote ตัวไหนดีที่สุดครับ?
ตอบได้เลยว่าไม่มีตัวไหนที่เป็นของดีที่สุดแบบ absolute หรอกครับ ขึ้นอยู่กับลักษณะงานของคุณด้วย ถ้างานเน้นคุยกับทีม Slack ก็เป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าเน้นจัดการ Task ลอง Trello หรือ Asana ดูครับ แนะนำให้โหลดฟรีเวอร์ชั่นมาทดลองใช้กันดูก่อนเลยครับ
จะรู้ได้ยังไงว่าแอพไหนเหมาะกับทีมเรา?
ลองดูว่าทีมของคุณเน้นการทำงานแบบไหนครับ ถ้าชอบคุยกันเยอะๆ ก็เน้นหาแอพที่มี chat ดีๆ ถ้าเน้นความเร็วในการส่งไฟล์ ก็เลือกที่มีพื้นที่ฝากไฟล์ใหญ่ๆ การทดลองใช้งานจริงกับโจทย์งานเป็นวิธีที่ดีที่สุดครับ
โปรแกรมเหล่านี้เสียเงินไหมครับ?
แอพส่วนใหญ่จะมีแบบฟรีให้ใช้เลยครับ ซึ่งฟีเจอร์พื้นฐานก็พอตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปได้ดีอยู่แล้ว ส่วนใครที่อยากได้ฟีเจอร์เจ๋งๆ เพิ่มเติม ก็ค่อยพิจารณาอัปเกรดเป็นแบบเสียเงินนะครับ
ใช้หลายแอพไปพร้อมกันเป็นไรไหม?
ก็ได้นะครับ แต่ไม่แนะนำให้ใช้เยอะจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้สับสนและจัดการยากขึ้นด้วยซ้ำ แนะนำว่าเลือกมาสัก 2-3 ตัวที่ทำงานคู่กันได้ดีที่สุดก็พอครับ เดี๋ยวมันจะกลายเป็นภาระเวลาจัดการงานเอง
ชอบบทความนี้? ค้นพบสินค้าที่เกี่ยวข้องบน Shopee