Best Productivity: แอปเด็ด ๆ ที่ Remote Worker ต้องมีติดเครื่องให้หนัก!
บอกตรง ๆ ว่าการทำงานที่บ้าน หรือทำงานต่างสถานที่ มันเริ่มแรกดีนะ ประหยัดเวลาเดินทาง ตื่นสายได้อีกนิดหน่อย แต่พอนาน ๆ ไปเราเริ่มรู้สึกว่างานมันไม่คืบหรอก เพราะเราอยากเอนหลังดูทีวีไปด้วย 555
ปัญหาใหญ่ของการทำงานแบบนี้คือการขาดสมาธิ และการจัดการเวลาที่พังทลาย บางวันทั้งวันรู้สึกเหมือนยุ่งมาก แต่พอสรุปงานทำไปกลับไม่ได้เท่าไหร่เลย
เพราะงั้นเราเลยทำการรวบรวมเครื่องมือและแอปพลิเคชันที่จะช่วยยกระดับ best productivity ให้ชีวิตการทำงานของเราดีขึ้นมาใหม่ ลองมาดูกันครับว่ามีตัวไหนที่เข้ากับสไตล์การทำงานของเราบ้าง
ทำไม Remote Worker ถึงต้องพึ่งเครื่องมือกันจริง ๆ?
ถ้าคิดดี ๆ เอาตัวรอดจากความสับสนวุ่นวายในแต่ละวัน การมีแอปช่วยจัดการมันเหมือนการจ้างผู้ช่วยคนเก่ง ๆ มานั่งทำงานด้วยตลอดเวลาเลย
ผมเองก็เคยเจอมากับตัว ตอนแรกคิดว่าใช้สมุดโน้ตแบบเก่า ๆ จดไปเรื่อย ๆ ก็พอ แต่ปรากฏว่างานทับซ้อนจนนั่งหาบั๊กตอนดึก ๆ ตกใจเลยครับ วันนั้นเลยตัดสินใจว่าต้องหาแอปดี ๆ มาช่วยจัดการ
การเลือกใช้ best productivity apps ที่เหมาะกับตัวเอง นอกจากจะช่วยให้เราไม่พลาดงานแล้ว ยังทำให้เพื่อนร่วมทีมรู้ว่าเรากำลังทำอะไรถึงไหนแล้วด้วย ซึ่งมันสำคัญมากเวลาเราทำงานกับทีมที่ไม่ได้นั่งอยู่ในห้องเดียวกัน
แอปจัดการงานและ To-Do List ที่เหมาะกับทุกคน
อันดับแรกเลยเป็นพระเอกในด้านการจัดการ Task ต่าง ๆ เพราะถ้าเราจำไม่ได้ว่าต้องทำอะไรบ้าง อันนี้คือเซฟชีวิตได้เลย
ตัวที่อยากแนะนำเป็นอันดับแรกคือ Notion แอปนี้คือครบวงจรมาก จะทำ To-Do List เก็บไอเดีย หรือทำเป็นฐานข้อมูลใหญ่ ๆ ก็ได้หมด ปรับแต่งได้ตามใจเลย ตอนแรกอาจจะดูซับซ้อนนิดนึง แต่เชื่อเถอะว่าพอเราไปต่อเป็นไม่กลับมาใช้แอปอื่นแน่นอน
มาดูตัวต่อกันที่ Trello อันนี้เน้นการทำงานแบบ Borad หรือ Kanban คือลากการ์ดงานจากช่อง To-Do ไป Doing แล้วไป Done มองภาพรวมของโปรเจกต์ได้ง่ายมากและ
ส่วนคนที่อยากได้แอปที่ใช้ง่ายสุด ๆ ไม่ต้องตั้งค่าให้วุ่นวาย Todoist คือคำตอบเลย แค่พิมพ์ว่า “พรุ่งนี้เที่ยงต้องส่งเอกสาร” มันก็จะจัดเก็บให้พร้อมแจ้งเตือน ง่ายดิบ ๆ แบบนี้แหละถึงเรียกว่า best productivity เวิร์กจริง ๆ

เครื่องมือสื่อสารและประชุมที่ทีมรัก
การทำงานกับทีมจะขาดการคุยกันไม่ได้เลย เพราะงานเดินไม่ทันก็มีปัญหาอยู่เหมือนกัน
Slack เป็นอีกหนึ่งแอปที่ขาดไม่ได้เลย มันคือไลน์ของออฟฟิศเลยก็ว่าได้ แต่แยกห้องคุยหรือ Channel ได้ชัดเจนกว่ามาก ไม่ปนกัน และสามารถติดตั้งบอทช่วยเตือนงานหรือเชื่อมต่อกับแอปอื่น ๆ ได้ด้วย
สำหรับการประชุมแบบเห็นหน้ากันก็ต้องยกให้ Zoom หรือ Google Meet แหละ ตอนนี้คงไม่ต้องแนะนำกันมากแล้ว เปิดกล้องคุยกันเคลียร์ ๆ เสียงชัด ภาพไม่กระตุก การมีเครื่องมือสื่อสารที่ดีถือเป็นหัวใจของ best productivity เลยก็ว่าได้ เพราะช่วยลดความเข้าใจผิดกันได้เยอะ
ทีนี้ถ้าคุยกันจนน่าจะลืม ๆ กัน แต่อยากให้ทุกคนรู้เรื่องเดียวกันเลย Loom คืออะไรที่ฟินมาก มันคือแอปอัดวิดีโอหน้าจอพร้อมเสียงของเรา เราสามารถอธิบายงานหรือสอนวิธีใช้งานได้ตรงประเด็น ส่งลิงก์ไปให้ทีมดูตอนไหนก็ได้ น่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่น่าประทับใจมากในชีวิตผมเลย
โฟกัสอย่างเดียว เอาสมาธิกลับมา
บางทีเราต้องการความเงียบและต้องการบังคับตัวเองจริง ๆ ถึงจะทำงานได้จริงจัง
การใช้เทคนิค Pomodoro ก็เป็นวิธีนึงที่ชอบเลย คือตั้งเวลาทำงาน 25 นาทีแล้วพัก 5 นาที แอปที่เข้ากับสไตล์นี้ก็เช่น Forest โดยตอนที่เราตั้งใจทำงาน เราจะได้ปลูกต้นไม้ในแอป แต่ถ้าเราทนไม่ไหวออกไปเล่นมือถือหรือเล่นอินสตาแกรม ต้นไม้ก็จะตาย การใช้ best productivity apps แบบนี้ทำให้เราเสียใจที่ต้นไม้ตายจนต้องควบคุมตัวเองดีขึ้น 555
อีกตัวที่ชอบมากคือ Brain.fm มันคือแอปเล่นเสียงเพลงหรือเสียงต่าง ๆ ที่ผ่านการศึกษาแล้วว่าช่วยเพิ่มสมาธิได้จริง ฟังสบาย ๆ ไม่มีเนื้อร้องให้เพลิน ทำงานไปด้วยโฟกัสไปด้วยรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก ๆ เลย
ของแนะนำ (Pro Tips) ที่จะทำให้ทำงานได้ไวขึ้น
ถ้าคุณมีแอปดี ๆ แล้ว แต่สภาพแวดล้อมการทำงานยังไม่ดีพอ ก็เท่ากับทำเปล่านะ เราเลยมีของแนะนำเพิ่มเติมมาให้ดูเป็นไอเดียกัน
1. โต๊ะทำงานไร้สาย (Standing Desk)
การลุกขึ้นยืนทำงานบ้าง จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ไม่ง่วงตอนบ่าย ๆ แนะนำเป็นเครื่องยกโต๊ะแบบปรับระดับได้เลย จะได้ปรับสูง-ต่ำได้ตามใจ
2. จอมอนิเตอร์ (Monitor)
การต่อจอเพิ่มนั้นสำคัญมาก ถ้าคุณต้องเปิดเอกสารหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน การมีจอใหญ่ ๆ สัก 27 นิ้ว จะช่วยลดเวลาในการสลับหน้าต่างไปมา และทำให้ภาพรวมงานชัดเจนขึ้นมาก
3. หูฟังตัดเสียงรบกวน (Noise Cancelling Headphones)
อันนี้ต้องยกให้เป็นของต้องมีเลย ถ้าบ้านคุณมีเสียงสัตว์เลี้ยง เสียงรถ เสียงคนในบ้านทำกับข้าว หูฟังตัดเสียงรบกวนจะช่วยดึงคุณเข้าสู่โซนความสมาธิได้เร็วที่สุด
คำถามที่คนถามบ่อย (FAQ)
1. การใช้หลาย ๆ แอปพร้อมกัน ดีไหม?
ตอบว่าไม่เสมอไปครับ บางครั้งยิ่งใช้เยอะ ยิ่งสับสน แนะนำว่าให้เลือกมาสัก 2-3 ตัวที่ตอบโจทย์ที่สุด เช่น แอปสำหรับทำ To-Do List กับแอปสื่อสารกับทีม พอแล้วค่ะ และอย่าลืมเชื่อมแอปเข้าด้วยกันถ้าทำได้ เพื่อลดขั้นตอนการทำงานครับ
2. แอปเหล่านี้ใช้งานฟรีไหม?
ส่วนใหญ่จะมีเวอร์ชั่นฟรีให้ใช้งานเบื้องต้นได้เลยนะครับ แต่ถ้าหากว่าเป็นทีมใหญ่ ๆ หรือต้องการฟีเจอร์ขั้นเทพ เช่น พื้นที่เก็บข้อมูลเยอะ ๆ อาจจะต้องอัปเกรดเป็นแบบเสียเงินค่ะ แต่บอกเลยว่าคุ้มค่ามาก ๆ
สรุป ๆ แล้ว การทำงานแบบ Remote มันก็ดีนะ ถ้าเรามีระเบียบและวินัยในการทำงานพอประมาณ และที่สำคัญคือเราต้องเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับตัวเอง ลองเอาแอปที่แนะนำไปทดลองใช้กันดูนะครับ ไม่แน่ชัดว่าหนึ่งในนั้นอาจจะเป็น best productivity เพื่อนคู่ใจที่จะช่วยให้คุณทำงานได้เร็วและมีความสุขมากขึ้นเลยก็ได้!
ชอบบทความนี้? ค้นพบสินค้าที่เกี่ยวข้องบน Shopee
