ทำงานที่บ้านแบบไหนถึงจะได้งานออก? รวม best productivity apps ที่ remote worker พึงมี
เช้าวันจันทร์ ตื่นมากินข้าวเช้า นั่งสมาธิ แล้วค่อยๆ เดินไปเปิดแล็ปท็อปที่มุมห้องในชุดนอน นี่คือความสุขที่หลายคนมองว่าเป็นระดับเทพของการทำงานยุคใหม่จริงๆ ครับ
แต่บอกตรงๆ ว่า ความอิสระแบบนี้มันมีดาบสองคมเหมือนกัน คือถ้าไม่มีวินัยพอ เดี๋ยวคุณก็จะรู้ตัวเองว่า โอ้โห ตีสองยังนั่งเคลียร์เมลอยู่เลย เพราะเละเทะกับการจัดการเวลานี่เอง
จากประสบการณ์ที่ผมเองก็เคยเจอมา การจะเอาชนะความขี้เกียจและความสับสนของการทำงานที่บ้านได้ เราต้องพึ่งพาเทคโนโลยีกันหน่อย การหา best productivity tools มาใช้คือคำตอบที่ดีที่สุดแล้วตอนนี้
วันนี้ผมเลยรวบรวมแอปและเครื่องมือที่ใช้จริง เอามาแนะนำเป็นคู่มือเลย ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะครับ
1. จัดการงานให้เป็นระบบ ตามไม่ให้หลุดมั้ย?
ปัญหาใหญ่สุดของการทำงานที่บ้านคือ ‘ความจำ’ ครับ เช้านี้คิดว่าจะทำ A B C พอเปิดคอมเมืองขึ้นมาเดี๋ยวเมลมา เดี๋ยวเพื่อนส่งไฟล์มา บ่ายสามโมงเพิ่วนึกได้ว่างาน B ยังไม่ได้เริ่มทำเลย ตกใจเลยครับ!

เพื่อแก้ปัญหานี้ เราต้องมีที่พักความคิดซะหน่อย ลองเปิดใช้ Notion ดูสิ มันเหมือนกระดาษชานอนที่กลายเป็นดิจิทัล คุณจะทำเป็นตาราง ทำบัญชีรายรับรายจ่าย หรือจะเขียนแผนงานทั้งปีก็ได้หมด มันคือเครื่องมือจดโน้ตที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบที่สุดตอนนี้เลย
แต่ถ้าใครชอบความรู้สึกแบบเสาะหาแบบดั้งเดิม ตัดทอนความซับซ้อนออกไป Trello ก็คือตัวเลือกที่ไม่ธรรมดา เข้าใจง่ายมากและ แค่ลากการ์ดงานจากช่อง To-do ไป Doing และ Done ก็รู้แล้วว่าวันนี้งานคืบหน้าไปเท่าไหร่ นี่คือสิ่งที่ทำให้เรามีโฟกัสกับสิ่งที่ต้องทำอยู่หน้าจริงๆ
2. สื่อสารกับทีมแบบไม่ติดขัด
การทำงานระยะไกล บ่อยครั้งที่คุณอาจจะไม่ได้เจอหน้าเพื่อนร่วมงานเลย การคุยกันก็เลยต้องเนียน เคลียร์ และไม่ต้องรอกันนานจนงานช้าไปหมด
Slack เป็นเหมือนไลน์แอปแห่งความเป็นมืออาชีพเลย แยกห้องคุยตามโปรเจกต์ได้ หาข้อความเก่าเจอง่ายมาก แถมส่งไฟล์ใหญ่ๆ ก็ไม่มีอาการแฮงค์ เทียบกับการส่งเมลคุยกันแล้ว มันเร็วและทำงานได้ลื่นไหลกว่ากันเยอะเลยนะ

ส่วนเรื่องการประชุม ก็คงหนีไม่พ้น Zoom หรือ Google Meet แต่ที่อยากแนะนำเพิ่มคือ Loom ครับ มันคือแอปอัดหน้าจอพร้อมเสียงเรา บางทีงานยุบยิบ อธิบายเป็นข้อความเขียนยากมาก แค่อัดคลิปสั้นๆ สองนาทีส่งให้เพื่อนดู ประหยัดเวลากันไปได้ตั้งหลายชั่วโมง
3. เทคนิคเล็กๆ ที่เพิ่ม best productivity ได้ดีที่สุด
แค่มีแอปจัดการงานอย่างเดียวอาจจะไม่พอ เพราะจริงๆ แล้วสมาธิของเราต่างหากที่เป็นตัวแปรสำคัญ การหาเครื่องมือมาช่วยคุมสมาธิให้ได้ ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นการทำงานที่มี best productivity อย่างแท้จริง
ตัวช่วยอย่าง Pomodoro Focus Timer ก็ใช้ได้เลย เปิดโฟกัส 25 นาที พัก 5 นาที ทำไม่กี่รอบก็จะพบว่างานเสร็จไปเยอะมาก
หรือถ้าใครเสียงดึงดูดเก่ง อยากเนียนๆ แนะนำให้เปิดเสียงฝนตกหรือคาเฟ่ผ่าน Noisli มันช่วยให้เรานั่งทำงานได้นานขึ้นโดยไม่รู้สึกเบื่อ ตัวช่วยเล็กๆ พวกนี้แหละที่ทำให้การทำงานของเราลื่นไหลขึ้น
4. อุปกรณ์เสริมที่ Remote Worker ควรลงทุน
นอกจากแอปพลิเคชันแล้ว สภาพแวดล้อมรอบตัวก็สำคัญมากครับ อย่ามองข้ามเรื่องพวกนี้เลย เพราะมันคือการลงทุนที่คุ้มค่าแน่นอน
จอมอนิเตอร์ตัวเสริม: บอกเลยว่าของชิ้นนี้ขาดไม่ได้เลย การได้จอคู่มาต่อเพิ่ม ทำให้เราอ่านเอกสารไฟล์ยาวๆ ข้างนึง แล้วพิมพ์งานอีกหน้าจอได้พร้อมกัน ลดเวลาสลับหน้าต่างไปมาไปได้เยอะมาก
คีย์บอร์ดและเมาส์: การพิมพ์งานทั้งวัน ถ้าใช้ของแถมมากับโน้ตบุ๊คมันก็เมื่อยมือนะ การซื้อคีย์บอร์ดมาตรฐานที่ดีดูสักตัว และเมาส์ไร้สายที่กระชับมือจับสบายๆ จะช่วยให้คุณทำงานได้นานขึ้นโดยไม่ปวดข้อมือจริงๆ
หูฟังกันเสียงรบกวน (Noise Cancelling Headphones): บางครั้งอยู่บ้านก็มีเสียงรถ หรือเสียงคนในบ้านทำกับข้าว การมีหูฟังที่ดักเสียงได้ดี จะช่วยตัดสมาธิของคุณออกจากโลกภายนอกได้อย่างดีเยี่ยมเลยลองดูสิ
เรียกได้ว่าการเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะกับสไตล์ของเรา ก็เป็นการลดปัญหาสุขภาพในอนาคตได้เยอะเลยครับ
คำถามที่คนถามบ่อย (FAQ)
การทำงานที่บ้าน (Work From Home) ทำยังไงให้ไม่เพลียและงานเสร็จจริง?
แอปไหนดีที่สุดสำหรับจดโน้ตและวางแผนงาน?
จะเริ่มต้นใช้เครื่องมือเหล่านี้ยังไงดี? รู้สึกว่ายุ่งยากจัง
ต้องซื้อของแพงๆ มากมายก่อนถึงจะทำงานที่บ้านได้เก่งปะ?
ชอบบทความนี้? ค้นพบสินค้าที่เกี่ยวข้องบน Shopee
