ทำความรู้จัก future assistants: จาก Gemini สู่ GPT-5 การทำงานจะเปลี่ยนไปขนาดไหน?
บอกตรงๆ ว่าผมเคยเป็นคนนึงที่นั่งหลักขอเหนื่อยมากทุกวัน นั่งพิมพ์เมลตอบลูกค้ายาวๆ จนเมื่อยข้อมือ แต่ตอนนี้เรื่องแบบนั้นมันหมดไปแล้วครับ
ตอนที่เริ่มใช้ AI ช่วยงานตอนแรก ก็รู้สึกว่ามันเป็นแค่ Chatbot แก๊งๆ ที่ตอบได้เรื่องเปื่อยๆ แต่พอลองใช้มันจริงๆ จังๆ บอกเลยว่าตกใจ มันช่วยลดเวลาเตรียมงานไปได้เยอะมากจริงๆ
พอเริ่มคุ้นเคยกับการให้ AI ช่วยคิด ช่วยเขียน ผมก็เริ่มสงสัยว่า future assistants: หน้าตามันจะออกมาเป็นยังไงกันแน่ในอีกสัก 2-3 ปีข้างหน้า
ผู้ช่วย AI ยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ Chatbot ธรรมดาแล้ว
ก่อนหน้านี้เราอาจจะคุ้นกับการเปิด ChatGPT ไปถามอะไรเรื่อยเปื่อย แต่จริงๆ แล้ว AI ตอนนี้มันฉลาดกว่าที่เราคิดเยอะเลยนะ มันเริ่มเข้าใจบริบทของเราได้ดีขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น Gemini ของกูเกลที่ต่อยอดมาจาก LaMDA และ PaLM จริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่โมเดลภาษานะ แต่มันถูกออกแบบมาให้เป็นผู้ช่วยที่เรียลไทม์จริงๆ มันเชื่อมต่อกับข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้แบบไร้รอยต่อ

การจะเรียกว่าเป็น future assistants: ได้จริงๆ แปลว่ามันต้องสามารถอ่านใจเราออกบ้าง รู้ว่าเรากำลังทำงานอะไรอยู่ แล้วเสนอคำแนะนำมาก่อนที่เราจะพิมพ์ถามด้วยซ้ำ คิดดูสิครับ มันเหมือนมีเลขาส่วนตัวที่นั่งทำงานด้วยกันตลอดเวลาเลย
GPT-5 จะฉลาดขนาดไหน? และหมายความว่ายังไงต่อ Productivity
ทีนี้มาดูตัวเทพอย่าง GPT-5 กันบ้าง ถึงแม้ยังไม่มีใครรู้วันวาที่แน่นอนว่ามันจะออกมา แต่จากข่าวลือและความก้าวหน้าของ OpenAI บอกได้เลยว่ามันจะสุดยอดมาก
เรื่องการสร้างสรรค์งานเอกสารหรือการเขียนโค้ด คาดว่าจะเหนือชั้นขึ้นไปอีก จากที่เคยต้องมานั่งแก้บั๊กเองบ้าง อนาคต AI อาจจะเขียนโปรแกรมให้เราทำงานได้ยาวๆ โดยไม่ต้องมานั่งไล่แก้ทีละบรรทัดเลย

พูดถึง Productivity หรือประสิทธิภาพการทำงานละกัน หลายคนกลัวกันว่า AI จะมาแย่งงาน แต่ถ้าคิดดีๆ แล้ว มันก็เป็นเหมือนเครื่องจักรกลที่เข้ามาช่วยแบกภาระงานที่น่าเบื่อๆ ออกไปจากเราไงครับ ให้เราได้ไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากกว่านี้
ของแนะนำที่ควรมีติดโต๊ะไว้เลย ถ้าอยากใช้ AI ให้เต็มที่
ถ้าคุณอยากจะลองใช้ future assistants: ให้คุ้มค่าที่สุด อุปกรณ์ที่ใช้สื่อสารกับมันก็ต้องดีพอสมควรนะ การจะนั่งพิมพ์ยาวๆ หรือใช้ Voice Command บ่อยๆ แนะนำว่าอย่าใช้ไมค์ที่ติดมากับแล็ปท็อปเด็ดขาด มันจะทำให้เสียงเราไม่ชัดเจน
แนะนำว่าให้ลองหา ไมโครโฟนคอนเดนเซอร์ USB อย่างรุ่น Fifine หรือ Blue Yeti มาต่อ ราคาก็ไม่แพงมากแต่เสียงใสเวลาเราสั่งงาน AI ชัดเจนขึ้นเยอะมากครับ
อีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลยคือ คีย์บอร์ดเสมือนจริงสำหรับโปรแกรมเมอร์หรือนักเขียน ถ้าเป็นไปได้ลองหา Mechanical Keyboard ที่กดนุ่มๆ พิมพ์เร็วๆ มันจะช่วยให้เราสั่ง Prompt หรือคำสั่งยาวๆ ได้สบายนิ้วกว่าคีย์บอร์ดบางๆ บนโน้ตบุ๊กเยอะเลย
สุดท้ายก็คือ หูฟังตัดเสียงรบกวน (ANC Headphones) อย่างของ Sony หรือ Bose ครับ เวลาเราต้องการสมาธิเวลาคุยกับ AI หรือสรุปงาน เจ้าหูฟังพวกนี้จะช่วยตัดเสียงนอกที่ทำให้เราเสียสมาธิออกไปได้หมดเลย คุ้มสุดๆ
เราจะอยู่กับ AI ยุคใหม่ให้รอด และได้ประโยชน์สูงสุดยังไงดี?
บอกตรงๆ ว่าหลายคนบอกว่า AI มันทำงานแทนเราได้หมด แต่จริงๆ แล้วการจะสั่งงานให้มันออกมาดี มันต้องใช้ทักษะของคนเราเหมือนกันนะ การเขียน Prompt ที่ดี มันเหมือนการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานคนนึงเลย
อนาคตของ future assistants: ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะใช้ AI ได้ แต่อยู่ที่ว่าใครจะใช้มันได้ฉลาดกว่ากันต่างหาก พยายามฝึกคิดว่าเราจะวางแผนงานแบบไหน แล้วให้ AI ไปทำส่วนที่ซ้ำซาก เราจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่านี้ดีกว่าครับ
ลองเริ่มจากการเปิดใจและทดลองใช้มันแบบจริงจังดูสิครับ รับรองว่าพอคุ้นเดี๋ยวก็ไม่อยากกลับไปทำงานแบบเดิมๆ อีกต่อไปแล้วแน่นอน
คำถามที่คนถามบ่อยเกี่ยวกับผู้ช่วย AI (FAQ)
AI Assistant แบบไหนดีที่สุดสำหรับคนเริ่มต้นใช้งาน?
ถ้ามือใหม่เลย แนะนำเป็น ChatGPT เวอร์ชั่นฟรีเลยครับ ใช้งานง่ายสุด พอชินแล้วค่อยลองดูตัวเสียเงินอย่าง Plus หรือไม่ก็ลองเล่น Gemini ของกูเกลดูนะ ฟรีและฉลาดใช้ได้เหมือนกันครับ
ถ้าใช้ future assistants แล้วจะโดนแย่งงานไหม?
มันจะมาแย่งงานที่เป็นงานซ้ำๆ ตามกรอบแน่นอนครับ แต่งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์หรือตัดสินใจยากๆ AI ยังทำไม่ได้เท่าคนเราหรอก ดังนั้นถ้าเรายอมเรียนรู้ที่จะใช้ AI ให้เป็นเครื่องมือ แสดงว่าเราจะไม่ถูกแทนที่อย่างแน่นอนครับ
ต้องมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์หรือเปล่าถึงจะใช้ได้?
ไม่เลยครับ! ตอนนี้ AI มันถูกออกแบบมาให้ใช้คุยผ่านภาษาพูดธรรมดาๆ เหมือนคุยกับเพื่อนเลย แค่พิมพ์ถามไปตรงๆ ว่าอยากได้อะไร มันก็ตอบได้แล้วครับ ไม่ต้องเขียนโค้ดให้ยุ่งยากเลย
ชอบบทความนี้? ค้นพบสินค้าที่เกี่ยวข้องบน Shopee
