แอป best productivity สำหรับคน WFH ที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นจริงๆ
ผมเองก็เคยเจอมา ตื่นนอนมาเปิดคอมแล้วรู้สึกว่าวันนี้จะทำงานอะไรดี มองหน้าจอว่างๆ นานสิบนาที ก่อนจะไปเปิดไลน์เพื่อนมาคุยเรื่องไม่เกี่ยวกลายเป็นเที่ยง บอกตรงๆ ว่าหากจะมองหา best productivity ให้ชีวิตการทำงานที่บ้านเรียบร้อยขึ้น ต้องมีตัวช่วยสักหน่อย ไม่ใช่แค่ตั้งใจอย่างเดียวนะ
วันนี้เลยจะมาแชร์เครื่องมือที่ทีมพวกเราลองใช้จริงๆ มาแล้ว ตัวไหนใช้แล้วผลลัพธ์ออกมาดีบอกเลยว่าน่าประทับใจมาก เดี๋ยวเรามาเริ่มกันเลย
จัดการงานให้เป็นระเบียบ หายห่วงเรื่องเดดไลน์
ทำงานที่บ้านแล้วขาดคนคอยเดินมาจิ้นหัวถามว่างานเสร็จยัง บางทีเราก็ลืมเลยนะว่ามีงานอะไรรออยู่บ้าง จากที่ลองมาหลายตัว ผมชอบ Notion กับ Trello มากที่สุด
Notion นี่แหละ ตอนแรกเปิดดูตกใจเลยครับ ว่ามันจะยุ่งยากไปหรือเปล่า แต่พอได้ลองจับจริงๆ แล้ว ปรับเป็นหน้าตาที่เราถนัดได้เลย ง่ายมากและเก็บข้อมูลได้เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นโน้ตประชุม ไฟล์งาน หรือ To-do list ย่อยๆ เราสามารถทำเป็นเทมเพลตไว้ใช้ซ้ำๆ กันในทีมได้ด้วย ช่วยประหยัดเวลาตั้งค่าใหม่ไปได้เยอะเลย
ส่วน Trello นี่เหมาะกับคนชอบมองภาพรวมแบบ Kanban จริงดิ ลากบัตรงานจากคอลัมน์ “To Do” ไป “Doing” แล้วไป “Done” มันให้ความรู้สึกผ่านงานได้ชัดเจน ถ้างานไหนติดขัด เราก็แท็กเพื่อนร่วมทีมมาช่วยดูได้เลยทันที จึงเป็นที่โดดเด่นและน่าเรียกว่าเป็นหนึ่งใน best productivity แอปที่ผมชอบแนะนำให้ทีมลองใช้กัน
คุยงานกันไม่กระจาย ทุกคนอยู่ในหน้าเดียว
เคยประสบปัญหาไหม งานด่วนอยู่แต่ต้องนั่งไล่หาข้อความในกลุ่มไลน์ที่มีคนพูดเรื่องอื่นปนไปหมด น่ารำคาญมากและ บางทีข้อมูลสำคัญหายไปได้เลย
แก้ปัญหานี้ได้ด้วยการย้ายมาคุยใน Slack หรือ Discord สิครับ สร้างช่อง (Channel) แยกตามโปรเจกต์เลย อยากคุยเรื่องบั๊กก็เข้าห้องบั๊ก อยากคุยเรื่องการตลาดก็เข้าห้องนั้น แต่ละช่องทางนี้ล้วนช่วยยกระดับ best productivity ของทีมได้ดี เพราะไม่ต้องเสียเวลาไล่อ่านข้อความขยะ
ทีมเราเองก็ใช้ Discord ด้วยนะ ตัวนี้เหมาะกับทีมที่ชอบความสบายๆ มีห้องเสียงเปิดไว้เฉยๆ ทำงานเงียบๆ ด้วยกันแบบไม่ต้องพูดคุยอะไรก็ได้ รู้สึกเหมือนนั่งออฟฟิศด้วยกันจริงๆ มาดูต่อกันดีกว่า สำหรับเครื่องมือตัวต่อไปที่จำเป็นมากๆ สำหรับเวลาต้องอธิบายงาน
แชร์หน้าจอไม่ติดขัด เหมือนนั่งอยู่ด้วยกันจริงๆ
บางงานพิมพ์ช้าไป ต้องเจอหน้าจอเพื่อนร่วมทีมถึงจะเข้าใจ ตอนนี้ใครๆ ก็ใช้ Google Meet หรือ Zoom กันเป็นปกติแล้ว แต่บอกเลยว่าไม่ต้องกังวลเรื่องความเสถียรเลย ทั้งสองตัวนี้ทำออกมาได้ดีมาก
ตอนแชร์หน้าจอปรับโค้ดหรือแก้รูปไปพร้อมกัน รู้สึกเหมือนนั่งอยู่ข้างๆ กันจริงๆ เลยอะ ปัญหาเรื่องคอนเนกชั่นที่เคยเจอในอดีต ตอนนี้แทบจะหมดไปแล้ว ทำให้เราเน้นไปที่การทำงานได้เต็มที่ บางทีเพื่อนในทีมอยู่ต่างจังหวัดก็ไม่ต้องกังวล เชื่อมต่อกันได้ลื่นไหลดี
Pro Tips: อุปกรณ์เสริมที่ช่วยเพิ่ม best productivity ให้คุณ
แอปดีๆ ก็ใช้แล้ว แต่ถ้าอุปกรณ์ไม่รองรับก็เหนื่อยเหมือนเดิมนะครับ นั่งทำงานหน้าจอนานๆ ข้อมือปวดๆ ก็เลยต้องจัดการก่อน ลองดูสิว่าตอนนี้เรามีอะไรใช้อยู่บ้าง
ถ้ายังใช้เมาส์ที่ทำงานหนักๆ แล้วมือปวด ผมแนะนำให้ลองเปลี่ยนไปใช้ Logitech MX Master 3S ดู ตัวนี้จับมือสบายมากครับ ปรับจอนไหนก็ได้เลย ไม่ต้องลากเมาส์บนพื้นเรียบๆ แล้วก็เป็นคีย์บอร์ดแมคกานิคอย่าง Keychron K series สิครับ ตัวเสียงดังพอดี กดสบายนิ้ว เพราะมันคือหนึ่งในคีย์ลับสู่ best productivity ที่หลายคนมองข้าม นิ้วไม่เหนื่อย ทำงานต่อเนื่องได้นานขึ้นเยอะ
อีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือหูฟังตัดเสียงรบกวน อย่าง Sony WH-1000XM5 หรือ AirPods Max นี่แหละ ตัดเสียงแมวร้อง หรือเสียงรถผ่านบ้านออกไปได้เกลี้ยง เหลือแต่เสียงงาน สมาธิดีขึ้นเท่าตัวเลย
ลองเลือกดูสิ ไม่ต้องใช้หมดทุกตัวหรอกนะ
หลายคนบอกว่าแอปเยอะไป ทำให้ยิ่งงงเลย ผมเห็นด้วยนะครับ ถ้าคิดดีๆ แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีแอปเยอะถึงจะได้ best productivity นะ ให้ลองเลือกแค่ 2-3 ตัวที่รู้สึกว่าตอบโจทย์ทีมเรามากที่สุด แล้วค่อยๆ ปรับใช้ไป
ทีมผมตอนนี้ใช้ Notion จัดงาน คุยกันที่ Discord แล้วก็ Meet กันเวลาประชุม แค่นี้ก็ลื่นไหลแล้ว ลองไปปรับใช้ดูสิครับ รับรองว่าชีวิตการทำงานที่บ้านจะเปลี่ยนไปเลย
คำถามที่พบบ่อย
แอปพวกนี้ใช้ฟรีได้ไหมครับ?
ส่วนใหญ่ใช้ฟรีได้เลยนะครับ แต่ถ้าทีมใหญ่หรืออยากใช้ฟีเจอร์เยอะๆ ก็อาจต้องอัปเกรดแพ็กเกจแบบจ่ายเงินซักหน่อย
ทีมเล็กๆ ควรเริ่มจากตัวไหนดี?
ผมแนะนำให้เริ่มจาก Trello กับ Slack ก่อนเลย ใช้ง่าย ไม่ซับซ้อน เหมาะกับทีมเล็กที่พึ่งพากันมากๆ
ใช้แอปมากไปจะทำให้ทำงานช้าลงมั้ย?
จริงดิ ถ้าใช้เยอะไปมันกลายเป็นต้องนั่งอัปเดตสถานะงานอย่างเดียว เลือกแค่ที่จำเป็นสุดๆ พอนะครับ
ชอบบทความนี้? ค้นพบสินค้าที่เกี่ยวข้องบน Shopee